ทะเล เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของการท่องเที่ยวของคนไทย ที่ผู้คนมากมายต่างสนใจที่จะไปกันทั้งนั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนเสียจนแทบจะต้องเอาตัวไปแช่ในตู้เย็น) ซึ่ง พอคนตั้งใจจะไปทะเลแล้วกลับพบว่า อ้าว เงินเรามีไม่มากพอที่จะไปเหยียบทะเลได้เลยด้วยซ้ำ รถส่วนตัวก็ไม่มี จะนั่งรถทัวร์ไปก็งงไม่รู้จะไปยังไงอีก งบประมาณจะบานปลายอีกไหม ปัญหาเยอะแยะไปหมดเลย ดังนั้นวันนี้เราก็เลยจะมารีวิวการไปเที่ยวทะเล ที่เรียกได้ว่า “ประหยัดงบ” มากๆ เก็บเงินหน่อยเดียวก็ได้ไปเหยียบทะเลงามๆแบบรูปข้างล่างนี่แล้ว ! เอ้อ อะไรมันจะถูกและดีขนาดนั้น !!

ทะเลสวยชะมะล่าาา

Prologue – ก่อนเดินทาง

เท้าความก่อนว่าพอดีว่าเรากะแฟนเราเนี่ย เกิดอาการร่างกายอยากสัมผัสทะเลขึ้นมา (อ่ะแน่นอน เพราะอากาศตอนที่จะไปนั้นเรียกได้ว่าร้อนจนแทบจะละลายกันเลยทีเดียว) อีกทั้งแฟนเรานั้นไม่ได้ไปทะเลมานานมากๆแล้ว เลยอยากจะไปเที่ยวทะเลแบบ One-Day Trip หรือว่าไปเช้า เย็นกลับนั่นแหละครับ แต่เนื่องจากเราทั้งคู่ยังเป็นแค่นักศึกษาอยู่ ก็เลยอยากจะหาเส้นทางที่สะดวก ปลอดภัย แล้วก็ “ประหยัด” ด้วย ก็เลยได้ศึกษาหาเส้นทางมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกระทั่งมาเจอเส้นทางที่เราไปกันมานี่นั่นเอง !

วิธีการเดินทางที่เราเลือกในครั้งนี้ เป็นการเดินทางโดยรถไฟ “ขบวนนำเที่ยวสวนสนประดิพัทธ์” ขบวนที่ 911 ซึ่งเป็นรถไฟที่ “ไม่เหมือนกับการนั่งรถไฟปกติ” ที่บางคนอาจจะมองว่า ถ้าไปแล้วคนจะเบียดกันไหม แย่งที่เรานั่งไหม แล้วจะวุ่นวายรึเปล่า บอกเลยว่ารถไฟขบวนนำเที่ยวนั้นสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก สบาย และไม่อึดอัดอีกด้วยครับ

จองที่นั่งรถไฟ

อ่ะแน่นอนว่าเราไม่มีทางที่จะเดินดุ่ม ๆ แล้วไปขึ้นรถไฟได้เลย ไม่ ! เราต้องโทรไปจองก่อน ซึ่งวิธีการจองตั๋วรถไฟนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่โทรไปที่เบอร์ของทางการรถไฟซะก่อน

เบอร์โทรของการรถไฟแห่งประเทศไทย – 1690

พอเราโทรไปหาเขาแล้ว เขาก็จะสอบถามว่าเราจะจองตั๋วไปไหน ให้บอกว่า “ไปหาดสวนสนประดิพัทธ์” เขาจะแจ้งรายละเอียดของขบวนรถอีกครั้ง (ย้ำก่อนเลยว่ารถไฟขบวนนำเที่ยวหาดสวนสนประดิพัทธ์นั้นจะให้บริการแค่วันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้นนะ ! และต้องโทรจองก่อนล่วงหน้าเป็นเดือนเลย ถึงจะได้ที่นั่งตามที่ต้องการ) ต่อมาเราก็จะต้องบอกวันที่เราจะเดินทาง โดยที่เขาจะให้เลขในการรับตั๋วกับเรามา (ต้องจดเอาไว้ให้ดีนะ) แล้วต้องไปรับตั๋วพร้อมกับจ่ายเงินภายใน 1 วันทำการ (กล่าวคือโทรจองวันนี้ ภายในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ขายตั๋วจะปิดต้องไปรับ ไม่งั้นการจองของเราจะโมฆะเอานะ) แล้วเราก็จะได้ตั๋วมาหน้าตาอย่างที่เห็นด้านล่างเลย !

หน้าตาตั๋วดูดีไหมละคุณ เขาจะบอกวันและเวลาไปและกลับเรียบร้อยเลย แถมยังมีชื่อเราติดไว้เท่ห์ ๆ ด้วยนะ

ราคาของตั๋วรถไฟนำเที่ยวสวนสนประดิพัทธ์นี้มี 2 เรทราคานะ

  • รถนั่งธรรมดา ชั้น 3 ผู้ใหญ่/เด็ก อยู่ที่คนละ 120 บาท
  • รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 2 ผู้ใหญ่/เด็ก อยู่ที่คนละ 240 บาท

แน่นอนว่าถ้าเราอยากจะประหยัดก็ต้องซื้อตั๋วรถที่นั่งธรรมดาชั้น 3 อยู่แล้ว (แน่นอนว่า อากาศบนรถก็จะร้อน ๆ หน่อย แต่ว่าข้อดีหลักๆเลยก็คือวิวนอกข้างทางสวยมากกกกกก เหมาะแก่การนั่งกินลมชมวิวแล้วเดินทางชิว ๆ มาก ๆ เลยล่ะ !)

พอเราได้ตั๋วมาแล้วก็แค่รอ… รอจนถึงวันที่จะได้ออกเดินทาง !

เตรียมของอะไรไปดี !?

สำหรับรถชั้น 3 ที่อากาศก็ร้อนซะเหลือเกิน (คนเขียนขี้ร้อนน่ะ) ก็เลยจะมีลิสต์สิ่งของที่ (ควรจะ) เอาไปเยอะหน่อย มีตามนี้เลย !

  • พัด หรือพัดลมมือถือ สำหรับพัดระหว่างทางนั่งรถไฟ เพราะลมจากข้างนอกคงไม่พอพัดแน่นอน
  • กระดาษทิชชู่ เอาไว้เช็ดเหงื่อ (ไม่ควรเป็นผ้าเช็ดหน้าเพราะว่าจะทำให้เขม่าแดงจากรถไฟที่ติดหน้าเราอยู่ เปื้อนผ้าจนซักไม่ออก)
  • กล้องถ่ายรูป เอาไว้เก็บความทรงจำดี ๆ
  • โทรศัพท์มือถือ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินหากต้องติดต่อใครเร่งด่วน
  • แก้วน้ำ Yeti สำหรับใส่น้ำแข็งเพื่อให้สามารถซื้อน้ำใส่แล้วจะเย็นตลอดการเดินทาง
  • ขนมนมเนย ตามแต่สะดวกเลยจ้า !

ออกเดินทาง !

ตารางการเดินทางของรถไฟนำเที่ยวสวนสนประดิพัทธ์

หมายเหตุ : เวลาในการเดินทางทั้งขาไปและขากลับจะไม่คงที่ ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ด้วย !

06.30 น. : เดินทางจากสถานีกรุงเทพ โดยขบวนรถไฟพิเศษนำเที่ยวสวนสนประดิพัทธ์ ขบวนที่ 911
07.40 น. : ถึงสถานีนครปฐม นมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ หรือเดินเลือกซื้อของได้ 40 นาที
08.20 น. : ขบวนรถไฟพิเศษนำเที่ยวออกจากสถานีนครปฐม
10.30 น. : ถึงสถานีหัวหิน ใครอยากเล่นน้ำที่ชายหาดหัวหิน ก็สามารถนั่งรถสองแถวต่อไปได้
10.40 น. : ถึงที่หยุดรถสวนสนประดิพัทธ์ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงชายทะเลแล้ว
15.31 น. : นัดพร้อมกันที่ที่หยุดรถสวนสนประดิพัทธ์ เพื่อขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ
15.39 น. : ถึงสถานีหัวหิน
19.25 น. : ถึงสถานีกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

เราเลือกขึ้นที่สถานีหัวลำโพง เวลาในการออกเดินทางจึงเป็นไปตามตั๋ว

ในการที่จะเดินทางไปยังสวนสนประดิพัทธ์นั้น สามารถขึ้นรถได้จากแทบทุกสถานีที่เป็นสถานีใหญ่ภายในกรุงเทพฯ และใกล้เคียง ที่ลงสายใต้เลยล่ะ ! แต่ว่าเราใกล้กับสถานีหลัก สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ก็เลยเลือกที่จะขึ้นรถที่สถานีหัวลำโพงนี้นั่นเอง

เรียกได้ว่าออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังมืดอยู่เลย !

พอเราขึ้นมานั่งบนรถแล้ว จะได้นั่งที่นั่งแบบหันหน้าเข้าหากันเป็นแบบ 4 ที่นั่ง (คือนั่งข้างกัน 2 คน และฝั่งตรงข้ามอีก 2 คน) เราเลือกที่จะนั่งติดทางเดิน แต่แฟนเรานั่งข้างหน้าต่าง แต่ว่าแฟนเราเขาขึ้นรถที่สถานีศาลายา ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายที่จะรับคนขึ้นบริเวณรอบกรุงเทพนั่นเอง

เรานั่งหมายเลข 10 ริมทางเดิน แต่แฟนเรานั่งหมายเลข 9 ริมหน้าต่าง

เมื่อเราเริ่มออกเดินทางแล้ว รถไฟจะเดินทางตามตารางการเดินทางเลย !

จุดหมายแรกของเราหลังจากออกจากสถานีศาลายา นั่นก็คือ สถานีนครปฐม ซึ่งเวลาที่ถึงจริงนี่ ก็ประมาณ 8.40 แล้ว พี่พนักงานของการรถไฟจะมาแจ้งว่าตอนนี้เรามีเวลาท่องเที่ยว ไหว้สักการะ องค์พระปฐมเจดีย์ 40 นาที ซึ่ง 40 นาทีนี้เราสามารถเที่ยวตลาดที่อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟ แล้วเดินเท้าไปถึงองค์พระปฐมเจดีย์ได้เลย

วิวจากหน้าสถานีครปฐม มองเห็นองค์พระปฐมเจดีย์ชัดเจนเลยล่ะ !

ตอนนั้นจริง ๆ เรากับแฟนไม่ได้ขึ้นไปสักการะพระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระประธานขององค์พระปฐมเจดีย์ และเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวนครปฐมเลยก็ว่าได้ แต่ว่าได้ชมความสวยงามขององค์ท่านจากไกล ๆ แล้วไหว้พระขอพรเรียบร้อยแล้ว

นางแบบของเราประจำทริปนี้ ฮิ้วว

หลังจากได้เที่ยวองค์พระปฐมเจดีย์กันอย่างจุใจแล้ว ก็ได้ออกเดินทางต่อจากองค์พระปฐมเจดีย์เพื่อไปยังจุดมุงหมายหลักของเรา นั่นก็คือ หาดสวนสนประดิพัทธ์นั่นเอง โดยรถไฟออกจากชานชลาเวลา 9.15 เป๊ะด้วยล่ะ

หมายเหตุ : ฟังเวลานัดหมายพนักงานบนรถไฟ แล้วเผื่อเวลาในการเดินทางกลับจากองค์พระปฐมเจดีย์เอาไว้ให้ดี ๆ เพราะว่ารถไฟเขาออกตรงเวลาเป๊ะนะ ถ้าเลยเวลาแล้วคือตกรถจริง ๆ วันที่เราไปมีคนตกรถมาแล้วด้วย !

หน้าสถานีรถไฟนครปฐมเวลา 9.12 ((จะตกรถแล้วยังจะถ่ายรูปอีก))

พอเราออกเดินทางจากสถานีนครปฐมแล้ว พี่พนักงานจะเริ่มเดินทางมาอธิบายถึง “ของฝาก” ที่เราสามารถซื้อเพื่อกลับไปฝากครอบครัว เพื่อนฝูงได้ โดยเขาจะมีใบรายการของฝากมาให้เราได้เลือกสรรค์เยอะมาก ๆ

ของฝากเยอะมาก ๆ เลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว

รายการของฝากที่พี่พนักงานบอกไว้เลยว่าเด็ดมาก ! (พร้อมการชิมโดยเราแล้ว ฮา)

  • ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแห้งลูกชิ้นปลา 1 ในไอเท็มเพื่อช่วยในการแก้หิวเวลาขากลับ ทานแทนข้าวเย็นได้ แถมเขามาเสิร์ฟเราถึงที่นั่งบนรถไฟอีกด้วย ห่อละแค่ 20 บาทเท่านั้น
  • น้ำตาลสด ที่ราคาค่อนข้างถูก 3 ขวดใหญ่ ๆ (และหนักมาก) ราคาเพียงแค่ 100 บาทเท่านั้น รสชาติอาจจะหวานไปหน่อยสำหรับคนไม่ชอบทานหวาน แต่กลิ่นน้ำตาลหอม สดชื่น ถ้าทานกับน้ำแข็งรับรองว่าติดใจแน่นอนครับ

นอกจากใบรายการของฝากที่เรียกได้ว่าเยอะจนอ่านแล้วตาลาย เลือกไม่ถูกเพราะของกินทั้งนั้นเลย (ฮา) แล้ว พี่พนักงานรถไฟยังแนะนำสินค้า ที่เรียกได้ว่าขายเก่งพอ ๆ กับ T* D*rect เลยทีเดียว พี่เขาพูดแบบรัวมาก ๆ แถมเขายังบอกว่าเขาพูดแบบนี้มาทุกขบวน จนมาถึงคันของเรา (คันที่ 7 แหน่ะ) แล้วการเลือกใช้คำพูดของเขา ก็เป็นวิธีการขายที่ดีมาก จนทำให้เราคล้อยตาม ซื้อของเขามากินด้วยซะงั้น (ฮา)

พี่พนักงานกำลังแนะนำสินค้าอย่างเมามันส์ พูดจนเราคล้อยตาม ซื้อของกับเขาด้วยเฉยเลย

หลังจากที่เขามาแนะนำสินค้า (อย่างหนักหน่วง) และทำการจัดแจงว่าที่นั่งไหนสั่งซื้ออะไรกันบ้างแล้ว ก็เดินทางต่อครับ ใช้เวลาเดินทางจริง ๆ อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็มาถึงสถานีหัวหิน ซึ่งสามารถลงสถานีรถไฟที่นี่ แล้วเดินทางต่อด้วยรถสองแถว เพื่อไปเที่ยวทะเลหัวหินก็ได้นะ ! แถมยังสามารถนั่งรถกลับไปยังกรุงเทพได้เหมือนเดิมอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าใครอยากไปสัมผัสทะเลหัวหิน ก็เดินทางทางนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยที่หากลงรถที่สถานีหัวหินแล้ว สามารถเช่ารถเพื่อเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ได้ในาคา 40 บาท (ไม่เป็นการบังคับแต่อย่างใด)

หัวหินเป็นถิ่นมีหอย ฝรั่งนั่งคอยดูหอยปะการัง (ผ่าม !)

พอออกจากสถานีหัวหินมาได้แค่ไม่กี่อึดใจ เราก็มาถึง… จุดหมายของเรากันแล้ว !

ลงจากสถานีมา เดินไปทางขวาหน่อยเดียว ถ้าเจอป้ายนี้ละก็ ใช่แน่นอน !

พอเราเห็นป้ายนี้แล้วเดินเข้าไปอีกประมาณแค่ 100 เมตรเท่านั้น ก็จะได้พบกับ…

ทะเล !!!!!

โดยเราจะมีเวลาในการเที่ยวหาดสวนสนประดิพัทธ์นี้อยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ ได้เที่ยวกันอย่างจุใจแน่นอน !

จุดเด่นหลัก ๆ ของหาดสวนสนประดิพัทธ์ก็คือ หาดทรายที่ขาว น้ำทะเลที่ค่อนข้างใสสะอาด คนมาเที่ยวไม่เยอะมาก (ไม่ถึงกับไม่มีเลย แต่ก็ไม่มากระดับทะเลชะอำหรือหัวหิน) ค่าเก้าอี้สนาม และโต๊ะวางของที่ถูกแสนถูก แค่ 20 บาทเท่านั้น ค่าร่มกันแดดก็แค่ 50 บาท สามารถเช่าได้ตลอดทั้งวัน ทำให้เรากับแฟนนี่อดเช่าเก้าอี้กับโต๊ะมานั่งชิว ๆ กันไม่ไหวเลย เพราะว่าลมทะเลที่พัดจากทะเลเข้ามานั้นแรง และเย็นมาก ๆ

จากข้อมูลของเว็บไซด์ prachuaptown.com ได้บอกไว้ว่า หาดสวนสนประดิพัทธ์นั้น ตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองแก ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของศูนย์การทหารราบ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,065 ไร่ มีเขาตะเกียบคั่นระหว่างหาดหัวหิน และหาดสวนสนประดิพัทธ์ ทำให้รู้สึกเหมือนมาทะเลหัวหิน ที่น้ำค่อนข้างใสกว่าด้วย

จริง ๆ แล้วที่หาดสวนสนประดิพัทธ์นี้มีบังกะโล หลังเดี่ยว ๆ ให้เช่านอนค้างคืนได้ด้วยนะ (แม้ว่าเรากับแฟนจะไม่ได้นอนค้างคืนที่นี่ก็ตาม)

ทรายขาว ทะเลสวยจริง ๆ
ภาพนี้จะเห็นวิวเขาตะเกียบชัดเจนเลยด้วย
นางแบบของเราบอกว่าชอบทะเลที่นี่มาก อยากมาอีกรอบเลย

นอกจากทะเลที่สวยงาม บรรยากาศสบาย ๆ ลมเย็นจนแทบจะหลับคาเก้าอี้สนาม (ไม่ได้ล้อเล่นนะเกือบหลับจริง ฮา) ก็ยังมีร้านค้าที่อยู่ด้านหลังทะเล ที่มี “ของเล่นชายหาด ของฝาก หมวก และอื่น ๆ อีกมาก” ขายอยู่มากมาย นอกจากจะมีขายเยอะแล้ว ราคาของก็ยังถูกมาก ๆ อีกด้วย เริ่มต้นเพียง 40 บาท ทำเอาเงินในกระเป๋าเราและแฟนสั่นไปพร้อม ๆ กัน

แล้วก็ยังมีร้านอาหาร “ทิวสน” ซึ่งขายอาหารทะเลสด ๆ ในราคาย่อมเยา ซึ่งตอนแรกเรากับแฟนก็ว่าจะมาหากินกันที่นี่แหละ แต่ว่าร้านเขาคนเยอะมาก แถมน้ำแข็งก็หมด ในสภาพอากาศที่ร้อนจนเราแทบจะละลายอยู่ริมหาดนี้ จึงต้องขอผ่านร้านอาหารทิวสนไป แล้วจึงได้มาทานอาหารที่ “โรงอาหาร” ของหาดนี้แทนครับ อาหารที่นี่ราคาย่อมเยาว์ เริ่มต้นที่ 40 – 60 บาทเท่านั้น และรสชาติก็ไม่ได้ย่ำแย่มากอีกด้วย

อาหารที่แนะนำในโรงอาหารก็จะมีอาหารตามสั่ง ส้มตำ และก็หมูปิ้ง แล้วก็ยังมีของหวานดับร้อนที่คนต่อแถวซื้อเยอะมากนั่นก็คือน้ำแข็งใสนั่นเอง ! ดับร้อนได้ดีจริง ๆ

หลังจากทานอาหารกันจนอิ่มแล้ว ก็ได้ไปลองชิมชาไข่มุกของร้านกาแฟ “Café Mae Baan” (คาเฟ่ แม่บ้าน) ซึ่งนอกจากจะเป็นร้านกาแฟแล้วยังมีชาไข่มุกให้ได้ทานกันอีกด้วย แล้วยังมีมุมนั่งชิว ๆ เห็นวิวทะเล พักผ่อนหย่อนใจให้สบายอีก

นับเป็นการท่องเที่ยวทะเลที่มีความสุขมาก ๆ อีกทริปนึงเลยละครับ มีทุกอย่างครบครันในราคาย่อมเยาว์ ที่ใครๆก็จับต้องได้ด้วย

เดินทางกลับ

หลังจากจิบชาไข่มุกไปได้แค่ไม่ทันหายเหนื่อยจากการถ่ายรูปริมทะเลกับทานข้าวดี ก็สังเกตเห็นว่าเวลาใกล้จะหมดซะแล้ว เลยต้องรีบกลับไปขึ้นรถไฟก่อนเวลากลับ จะได้ไม่โดนทิ้งให้ตกรถ กลับจากหัวหินไม่ได้อีก คราวนี้ล่ะได้จองบังกะโลนอนแน่นอน โดยเวลาที่รถออกจากสถานีสวนสนประดิพัทธ์อยู่ที่ 15.30 เป๊ะเหมือนเดิมเลย แล้วจึงมารับผู้โดยสารที่สถานีหัวหินเวลาประมาณ 16.20 ได้ (ย้ำอีกรอบว่าเวลาเดินทางในแต่ละรอบนั้นไม่เท่ากัน ต้องเผื่อเวลาเอาไว้ให้ดี ไม่งั้นจะตกรถเอาได้)

หลังจากขึ้นรถออกจากสถานีหัวหินแล้ว ก็เป็นเวลาที่พนักงานจะเอาของฝากมาให้ โดยจะแจกจนครบทั้งขบวนรถ ตามที่ได้จองเอาไว้เลย

รถก็จะวิ่งไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงสถานีนครปฐม จะเริ่มเป็นจุดลงจุดแรก ให้คนที่อาศัยอยู่ที่บริเวณอำเภอเมืองนครปฐมได้ลงจากรถก่อน จากนั้นรถไฟจะจอดในหลาย ๆ สถานีตั้งแต่นครปฐม นนทบุรี จนถึงกรุงเทพมหานครที่สถานีหัวลำโพงอย่างสวัสดิภาพ (แม้ว่าเรากับแฟนเลือกที่จะลงที่สถานีศาลายา เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 19.30 ซึ่งมืดมากแล้วก็ตาม)

Epilogue – หลังเดินทาง

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงจุดนี้นะครับ

ก็เนื่องจากว่าเป็นการเดินทางด้วยตนเอง (กับแฟน) ครั้งแรก อาจจะมีข้อผิดพลาด มีการผิดแผน ผิดเวลา นอกบรีฟ แล้วก็เหงื่อที่ไหลหนักมากเพราะว่าอากาศร้อนซะเหลือเกิน แต่ว่าโดยรวมแล้วการท่องเที่ยวด้วยตนเองนี้ ก็มีความสนุก มีความทรงจำดี ๆ มีความรู้สึกที่น่าจดจำอยู่มากมายเต็มไปหมดเลยล่ะครับ หากใครที่มีเวลาว่างในช่วงวันเสาร์ หรืออาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์แล้วล่ะก็ อยากให้ได้มาลองสัมผัสถึงเสน่ห์การเดินทางด้วยรถไฟ และได้มาเที่ยวทะเลที่ใสสะอาด สงบ และประหยัดงบประมาณแบบนี้กันดูนะครับ

แล้วคุณจะรู้ ว่าเที่ยวไทยไม่ได้มีแค่ที่คุณคิด

สรุปค่าใช้จ่ายตลอดทริป

  • ค่าตั๋วรถไฟ 120 บาท (สามารถเพิ่มเป็น 240 บาทแล้วนั่งรถแอร์แทนได้)
  • ค่าชาดำเย็นที่องค์พระปฐมเจดีย์ 19 บาท
  • ค่าอาหารตามสั่งที่สวนสนประดิพัทธ์ 50 บาท
  • ค่าน้ำแข็งใส 30 บาท
  • ค่าชานมไข่มุก 35 บาท
  • ค่าก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเพชรบุรี 20 บาท
  • ค่าของฝาก (น้ำตาลสดและข้าวแช่ชาววัง) 140 บาท
  • รวม = 414 บาทเท่านั้นเอง ! (สามารถเพิ่มลดได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคนเลย !)

จนกว่าจะได้พบกันใหม่
ขอบคุณผู้ร่วมเดินทาง และผู้อ่านทุกคนครับ
กิตติ. | 14-5-2562

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *